| 1. รอยัล เพนนินซูล่า เชียงใหม่ โรงแรมนี้ได้รับคะแนนสูงถึง 7.1 คะแนน จากการประเมินโดยผู้ที่มาพัก 848 คน ในโรงแรมมีทั้งสระว่ายน้ำและฟิตเนสให้ใช้บริการ มีสัญญาณ Wifi ฟรี โรงแรมอยู่ใจกลางเมือง สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวยังที่ต่างๆ ได้สะดวก อีกทั้งจุดเด่นของที่นี่อยู่ที่ขนาดของห้องพักที่กว้างขวาง ถึงแม้เนื้อที่ภายในบริเวณโรงแรมอาจจะดูไม่ใหญ่นักก็ตาม ส่วนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 460++ บาท | ||||
![]() 2. ณภัทรา เชียงใหม่ โรงแรมแบบ budget hotel ได้คะแนนสูงถึง 8.1 จากรีวิวของแขกที่มาพัก 948 คน ภายนอกและภายในโรงแรมดูเรียบง่ายแต่สวยงามทันสมัย ภายในห้องพักขนาดกว้างขวาง มีแอร์และทีวีจอแบน จุดเด่นอยู่ที่มินิบาร์ที่ให้ฟรีหมดทั้งน้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ภายนอกมีที่จอดรถขนาดใหญ่ มี Wifi ให้ใช้ฟรีทั่วโรงแรมและมีคอมพิวเตอร์ที่โถงชั้นล่างด้วย จากโรงแรมสามารถเดินไปถึงได้ทั้งมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และสถานที่ท่องเที่ยวของเชียงใหม่ ราคาเริ่มต้นที่คืนละ 600+ | ||||
จุดเด่นของที่นี่คือทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้านหรือคอนโดส่วนตัว ห้องมีขนาดกว้างขวาง บางห้องมีโซนครัวให้ด้วย มีทีวีช่องภาษาอังกฤษให้ดูมากมาย และห้องอาหารราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพระดับโรงแรมสามดาว ส่วนจุดด้อย คงจะเป็นเรื่องของระยะทางจากโรงแรมไปยังสถานที่ต่างๆ ในเขตเมืองเก่าที่ไกลพอควร ต้องนั่งตุ๊กตุ๊กหรือสองแถว หรือขับรถส่วนตัวเข้าไปในเมือง ส่วนราคา หากมาพักทั้งอาทิตย์ จ่ายแค่ 3,000++ บาท เท่านั้นเมื่อจองผ่าน Hotellook | ||||
ที่นี่เป็นโฮสเทลที่เหมาะสำหรับขาลุย ได้รับการยกย่องในหมู่ backpacker ว่า เป็นหนึ่งในโฮสเทลที่ดีที่สุดของเชียงใหม่ ภายในสะอาดสะอ้าน มีน้ำดื่มฟรี Wifi ฟรี มีให้เลือกทั้งแบบห้องพัดลมและห้องแอร์ เตียงธรรมดาหรือเตียงสองชั้น โรงแรมอยู่ในใจกลางเมือง เดินทางไปไหนสะดวก ซ้าย-ขวา ฝั่งตรงข้ามโฮสเทลมีร้านอาหารมากมาย จึงทำให้ได้เรตจากผู้มาพักถึง 8.0 ทั้งที่ราคาไม่ถึง 200 บาท | ||||
อพาร์ทเมนท์ ดิ โอเปี้ยมฯ เป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่ทำให้แขกที่พักรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเช่นกัน ห้องพักมีขนาดกว้างขวาง มีห้องครัว จาน ชาม และเครื่องครัวให้พร้อม มีสัญญาณ Wifi ฟรี มีระเบียงกว้างๆ ชมวิวดอยสุเทพ หรือจะขึ้นไปดาดฟ้าอาบแดดในวันอากาศเย็นสบายก็ได้ จุดด้อยอย่างเดียวคือไกลจากตัวเมืองเล็กน้อย ราคาราว 800 บาท | ||||
โรงแรมเก่าแก่ขนาด 159 ห้อง มีอาหารเช้าแบบ buffet ห้องพักกว้างขวาง มีทั้งสระว่ายน้ำ และสวนภายในโรงแรมให้เดินเล่นผ่อนคลาย ที่นี่ยังเหมาะสำหรับคนที่มองหาที่พักใกล้ๆ สนามบิน เรตติ้ง 7.2 ราคาเริ่มต้นประมาณคืนละ 760++ บาท | ||||
แม้สภาพโรงแรมจะเป็นสไตล์โรงแรมเก่า แต่ข้างในมีแต่ความสะดวกสบายซ่อนอยู่ ที่ตั้งของโรงแรมอยู่ใกล้กับตลาดนัดตอนกลางคืน มีสระว่ายน้ำในโรงแรมที่สะอาดและไม่วุ่นวาย พนักงานทุกคนอัธยาศัยดีและเต็มใจช่วยเหลือเสมอ รวมทั้งอาหารบุฟเฟต์มื้อเช้าที่มีแต่คนชื่นชม ราคาเริ่มต้น 331 บาท/คืน | ||||
โรงแรมนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศแบบธรรมชาติ ติดดิน ไม่ต้องการความหรูหรามากนัก แต่นอนสบายเหมือนพักบ้านตากอากาศ โรงแรมระดับสองดาวแห่งนี้ ได้รับคำชมจากนักท่องเที่ยวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้งที่ไม่ไกลจากจุดท่องเที่ยวมากนัก จากโรงแรมไปยังสนามบินโดยรถตุ๊กตุ๊กแค่ 30 บาท มี Internet เร็วและแรงให้ใช้ และมีชา กาแฟ ฟรีให้ทานตลอดทั้งวัน จุดด้อยที่อาจทำให้หลายคนไม่อยากมานอนที่นี่ คงจะมีแค่เรื่องของหน้าต่างบานเกล็ด และความเป็นบ้านพักธรรมดาๆ ที่ไม่ได้ตกแต่งให้สวยงามมากมายเป็นพิเศษ | ||||
จุดเด่นที่มีทำเลที่ตั้งใกล้ใจกลางเมืองมากๆ ไม่ว่าจะเป็น ประตูท่าแพ ประตูเมืองเชียงใหม่ วัดเจดีย์หลวง หรือจะเป็นถนนคนเดินท่าแพ และตลาดไนต์บาซาร์ เรียกว่าเหมาะสำหรับคนขาเที่ยวที่ชอบเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่จริงๆ ราคาเริ่มแค่คืนละประมาณ 795++ บาท | ||||
โรงแรมแนวเน้นวัฒนธรรมพื้นบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศชาวเหนือกลางทุ่งนา มีทั้งขันโตก บริการตักบาตรตอนเช้า สระว่ายน้ำท่ามกลางสถาปัตยกรรมล้านนา และพนักงานโรงแรมที่เป็นมิตรคอยต้อนรับขับสู้แขกที่มาเยือนทุกคน ราคาที่พักระดับ 3 ดาว ในบรรยากาศโรงแรม 5 ดาว จุดด้อยอาจจะมีเรื่อง Wifi ในห้องที่มีค่าบริการ แต่ก็มีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ได้ที่ล็อบบี้ของโรงแรม ราคาเริ่มต้นอยู่ที่แค่ 850+ เท่านั้น | ||||
โรงแรม “ลา พิลโล่ 8” ได้รับคะแนนจากผู้ที่มาพัก 776 คน มากถึง 8.4 และได้รับคำชมว่า เป็นหนึ่งในโรงแรมที่มีการออกแบบ ตกแต่งภายในที่โดดเด่นและสวยงามของเชียงใหม่ จากโรงแรม สามารถเดินไปถึงวัดเจดีย์หลวง อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือประตูท่าแพได้ง่ายๆ เทียบกับการบริการ ความใส่ใจของพนักงานที่นี่ และตัวโรงแรมที่ตกแต่งอย่างสวยงาม โรงแรม “ลา พิลโล่ 8” จึงคุ้มค่าอย่างยิ่ง ด้วยราคาเริ่มต้น 990++ บาท ที่มา : manager
สนใจจองที่พักได้ที่: http://happytripbooking.com
>>ที่พักปลอดภัย เลือกได้ตามสไตล์คุณ”http://happytripbooking.com”
>>จองก่อน จ่ายทีหลัง แถมยกเลิกฟรีเมื่อไม่พัก
>>ที่พักกว่า 687,664 แห่ง ใน 214 ประเทศ ทั้งโรงแรม เก็ทเฮ้าท์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
>>สมัครฟรี และจัดการจองออนไลน์ได้ง่ายด้วยตัวคุณเอง
|
Monday, 28 September 2015
11 ที่พักเชียงใหม่ "ราคาหลักร้อย"
Sunday, 27 September 2015
10 ที่เที่ยวหน้าหนาว ที่ต้องไปเยือนในปี 2558
ดอยเชียงดาว อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว ยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว เรียกว่า ดอยหลวงเชียงดาว (เพี้ยนมาจากคำที่ชาวบ้านในละแวกเปรียบเทียบดอยนี้ว่าสูงเพียงดาว) มีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนรูปกรวยคว่ำสูง 2,195 เมตร จากระดับน้ำทะเล นับเป็นยอดดอยที่สูงอันดับ 3 ของประเทศรองจากดอยอินทนนท์และดอยผ้าห่มปก จากบนยอดดอยซึ่งเป็นที่ราบแคบ ๆ สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามรอบด้าน คือ ทะเลหมอกด้านอำเภอเชียงดาว ดอยสามพี่น้อง เทือกดอยเชียงดาว ตลอดจนถึงยอดดอยอินทนนท์อันไกลลิบ อากาศเย็น ลมแรง และสมบูรณ์ด้วยดอกไม้ป่าภูเขาที่หาชมได้ยากมากมายรวมทั้งนกและผีเสื้อด้วย (ไม่เหมาะที่จะขึ้นไปยืนบนยอดดอยทีละกลุ่มใหญ่ ๆ เพราะจะไปเหยียบย่ำทำลายพรรณไม้บนนั้นได้แม้จะโดยไม่ตั้งใจก็ตาม) โดยการเข้าไปใช้พื้นที่ต้องทำหนังสือขออนุญาตถึงผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ อย่างน้อย 2 อาทิตย์ ก่อนการเดินทาง รายละเอียด โทรศัพท์ 0 2561 2947
การเดินทางสู่ยอดดอยเชียงดาวเริ่มที่ถ้ำเชียงดาว ซึ่งนักท่องเที่ยวจะสามารถติดต่อคนนำทาง ลูกหาบ รวมทั้งรถไปส่งที่จุดเริ่มเดินได้ ซึ่งบนดอยเชียงดาวไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ นักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวไปด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนอน อาหาร และน้ำ
2. เขาโมโกจู
ขุนเขาแห่งความหนาวเย็น ด้วยความสูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล โมโกจูจึงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และสูงที่สุดในผืนป่าตะวันตก อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 27 กิโลเมตร แม่วงก์ ใช้เวลาเดินเท้าไปกลับ 4-5 วัน แม้ระยะทางจะไกลและยากแก่การเข้าไปถึง แต่โมโกจูก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางหลาย ๆ คน ที่จะเก็บเป็นความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิต
ทั้งนี้คำว่า "โมโกจู" เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า เหมือนฝนจะตก เนื่องจากบนยอดเขามักถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกและมีอากาศหนาวเย็นตลอดเวลา ผู้สนใจจะไปสัมผัสยอดเขาโมโกจูต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรง เพราะทางเดินขึ้นเขามีความลาดชันไม่ต่ำกว่า 60 องศา ใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับ 5 วัน และต้องพักแรมในป่าตามจุดที่กำหนด นอกจากนั้นควรศึกษาสภาพเส้นทาง สภาพอากาศ และติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางจากอุทยานฯ ซึ่งเปิดให้เดินขึ้นยอดเขาโมโกจูในเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี
3. ภูป่าเปาะ
ภาพจาก ททท.
ภูป่าเปาะ ที่ที่ได้รับสมญานามว่าเป็น "ฟูจิเมืองไทย" ตั้งอยู่ที่บ้านผาหวาย อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อ-ภูกระแต ซึ่งห่างจากสวนผาหินงามหรือคุนหมิงเมืองไทยประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นจุดชมวิวที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 900 เมตร บนภูป่าเปาะนั้นมีจุดชมวิวอยู่ด้วยกัน 4 จุด โดยจุดชมวิวแต่ละจุดมีระยะทางห่างกันประมาณ 200 เมตร
4. ดอยผ้าห่มปก
ดอยผ้าห่มปก อยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เป็นดอยที่สูงอันดับ 2 ของประเทศไทย ด้วยความสูงประมาณ 2,285 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนยอดดอยสูงสุดเป็นทุ่งโล่งอันเกิดจากสภาพธรณีวิทยาที่มีชั้นดินตื้น ชั้นหินเป็นหินแกรนิต ประกอบกับอากาศมีลมกรรโชกแรงตลอดทั้งปี จากยอดดอยจะเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น ทะเลหมอก และถนนบนสันเขา ขนานกับชายแดนไทย-พม่า ซึ่งถือเป็นถนนที่สร้างขึ้นเพื่อความมั่นคงระหว่างประเทศ ส่วนสภาพป่าเป็นป่าต้นน้ำ ป่าดิบเขา ซึ่งมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สมดุลและหลากหลายทางชีวภาพ ดังเช่นจะพบพันธุ์พืช สัตว์ป่าหายากและที่น่าสนใจนานาชนิด อาทิ เทียนหาง บัวทอง ผีเสื้อไกเซอร์อิมพิเรียล ผีเสื้อมรกตผ้าห่มปก ผีเสื้อหางติ่งแววเลือน ผีเสื้อหางดาบตาลไหม้ นกปรอดหัวโขนก้นเหลือง และนกปีกแพรสีม่วง เป็นต้น ในฤดูหนาวมีนกอพยพมาอาศัย เช่น นกเดินดงคอแดง นกเดินดงดำปีกเทา นกเดินดงสีน้ำตาลแดง ฯลฯ
สำหรับเส้นทางขึ้นดอยผ้าห่มปกมี 3 เส้นทาง ได้แก่ ทางกิ่วลม ทางปางมงคล และทางหน่วยจัดการต้นน้ำแม่สาว โดยนักท่องเที่ยวสามารถตั้งแคมป์พักแรมได้ตรงบริเวณกิ่วลม เนื่องจากทางอุทยานแห่งชาติไม่อนุญาตให้พักแรมบนยอดดอยฟ้าห่มปก เพราะเป็นหน้าผาชันและอาจเกิดอันตรายได้ ซึ่งการเดินทางขึ้นสู่ยอดดอยเป็นการเดินเท้าระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการเดินขึ้นและลง อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกอนุญาตให้นำรถขึ้นดอยผ้าห่มปกได้แล้ว โดยต้องขึ้นดอยก่อน 15.30 น. และต้องใช้รถกระบะเท่านั้น ห้ามนำรถเก๋ง รถตู้ รถบัสขึ้นดอย เพราะถนนยังเป็นทางลูกรัง ถ้าไม่มีรถขึ้นดอยสามารถติดต่อรถให้บริการได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เลขที่ 224 หมู่ 6 ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 50110 โทรศัพท์ 08 6430 9748 , 0 5345 3517-8 โทรสาร 0 5345 3517 อีเมล doiphahompok.np@hotmail.com
5. ภูสอยดาว
ภูสอยดาว อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงตามแนวชายแดนไทย-ลาว มีความสูงอยู่ที่ 2,102 เมตร อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี สภาพป่าส่วนใหญ่ยังอุดมสมบูรณ์ มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่เคยเป็นที่ทำกินของชาวเขาเผ่าม้ง แหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ได้แก่ ป่าสน ทุ่งดอกไม้ หน้าผาจุดชมวิว น้ำตกสายทิพย์ และน้ำตกภูสอยดาว พื้นที่ป่าสนสามใบ เหมาะแก่การมาเที่ยวชมในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เนื่องจากจะพบเห็นทะเลหมอกและดอกไม้ต่าง ๆ โดยเฉพาะดอกหงอนนาคขึ้นอยู่ทั่วไป และกล้วยไม้ป่าตามคาคบไม้ใหญ่ ระยะทางเดินทางจากเชิงเขา 6.5 กิโลเมตร บางช่วงเป็นเส้นทางชัน ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง มีสถานที่กางเต็นท์และห้องสุขาบริการ
ทั้งนี้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ 53110 โทรศัพท์ 0 5543 6001-2
การเดินทาง
รถยนต์
• จากจังหวัดพิษณุโลก ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 แล้วแยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1246 ถึงบ้านแพะแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1143 ผ่านอำเภอชาติตระการ แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1237 ผ่านบ้านบ่อภาคไปบรรจบกับเส้นทางแผ่นดินหมายเลข 1268 ถึงน้ำตกภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว รวมระยะทางประมาณ 188 กิโลเมตร
• จากจังหวัดอุตรดิตถ์ใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1047 (อุตรดิตถ์-น้ำปาด) จนถึงอำเภอน้ำปาดแล้วเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1239 ไปอีก 47 กิโลเมตร จึงเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1268 ไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ รวมระยะทางประมาณ 133 กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง
การเดินทางด้วยรถโดยสารวิธีที่ 1
• ช่วงที่ 1 จากกรุงเทพฯ ขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งหมอชิต สายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ไปลงที่จังหวัดพิษณุโลก
• ช่วงที่ 2 จากจังหวัดพิษณุโลก เดินทางด้วยรถโดยสารระหว่างอำเภอ ไปอำเภอชาติตระการ ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร
• ช่วงที่ 3 จากอำเภอชาติตระการ เดินทางด้วยรถสองแถว ซึ่งมีวันละ 1 เที่ยว รถออกเดินทางไม่เกิน 09.00 น. ไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร
การเดินทางด้วยรถโดยสารวิธีที่ 2
• ช่วงที่ 1 จากกรุงเทพฯ ขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งหมอชิต สายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ไปลงที่จังหวัดพิษณุโลก
• ช่วงที่ 2 จากจังหวัดพิษณุโลก เดินทางด้วยรถรับจ้างเหมาไป-กลับไปอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร
หมายเหตุ : หากนักท่องเที่ยวเดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวแล้วไม่สามารถขึ้นยอดภูสอยดาวได้ทัน (อุทยานแห่งชาติเปิดให้ขึ้นลานสนภูสอยดาวตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น.) ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดเตรียมสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติที่อยู่ด้านล่างไว้แล้ว
6. ม่อนจอง
ม่อนจอง ขึ้นอยู่กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก สิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องไพรมายังดอยม่อนจอง ก็คือ กวางผาหรือม้าเทวดาซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ที่นี่ และทิวทัศน์ที่สวยงามของทิวเขา ซึ่งหากมาในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม จะได้พบดอกกุหลาบพันปีที่กำลังบาน ว่ากันว่าต้นนี้เป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมี “ดอยหัวสิงห์” เป็นยอดเขาสูงสุด ทั้งนี้การเดินขึ้นม่อนจองสามารถไปเช้าเย็นกลับได้ แต่จะเหนื่อยมาก ต้องเริ่มออกเดินตั้งแต่ 06.30 น. เป็นอย่างน้อย หากเดินแบบไม่เหนื่อยเกินไปนักควรใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ก่อนเดินขึ้นดอยต้องติดต่อขออนุญาตจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย หน่วยมูเซอซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการเขตรักษาพันธุ์ฯ
การเดินทางไปยังเขตรักษาพันธุ์ฯ อมก๋อย (หน่วยมูเซอ) จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 แล้วแยกซ้ายจากอำเภอฮอดเข้าทางหลวงหมายเลข 1099 ไปจนถึงตัวอำเภออมก๋อย และตรงต่อไปตามทางหลวง 1099 ประมาณ 40 กิโลเมตร จะพบหน่วยมูเซออยู่ทางด้านซ้ายมือ จากหน่วยฯไปยังจุดเริ่มเดินอีกประมาณ 16 กิโลเมตร ทางในช่วงนี้จำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อและคนขับที่มีความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพทางเป็นลูกรังและแคบคดเคี้ยวริมผา ผู้ที่เดินทางโดยรถโดยสารประจำทางจากอำเภอเมืองเชียงใหม่มีคิวรถจากประตูช้างเผือกมายังอมก๋อย รถออกประมาณ 08.00 น. ซึ่งบนม่อนจองไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ หากต้องการพักแรมต้องนำเต็นท์และอาหารไปเอง
7. ภูลมโล
ภูลมโล อยู่ในพื้นที่ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ จังหงวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิษณุโลก โดยจุดสูงสูดอยู่บริเวณ "ยอดภูลมโล" มีความสูง 1,680 เมตร จากระดับน้ำทะเล ทำให้อากาศหนาวเย็นตลอดปี แต่ไฮไลท์ที่ทำให้ใคร ๆ ก็อยากไปสัมผัสกับที่นี่สักครั้ง ก็คือ การไปชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่เยอะมากที่สุดในเมืองไทย ซึ่งในอดีตภูลมโลเคยถูกเป็นภูเขาหัวโล้น ต่อมาทางอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าได้เข้ามาพัฒนาพร้อมกับปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งหลายหมื่นต้น บนพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ เมื่อถึงช่วงราวเดือนธันวาคม-มกราคม ต้นนางพญาเสือโคร่งก็จะออกดอกบานสะพรั่งย้อมให้ภูลมโลกลายเป็นดินแดนสีชมพูสุดงดงาม ทั้งนี้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวต.กกสะทอน หรือติดต่อสอบถามที่ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวต.กกสะทอน โทรศัพท์ 08 0791 4748, 09 1373 0903
8. อุทยานแห่งชาติเขาหลวง
ภาพจาก อุทยานแห่งชาติเขาหลวง
อุทยานแห่งชาติเขาหลวง เป็นแหล่งท่องเที่ยวรางวัลยอดเยี่ยม ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ปี 2541 ครอบคลุมพื้นที่ 8 อำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช นับเป็นอุทยานแห่งชาติสำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของโลก มีรายงานสำรวจพบเฟิร์นบนเขาหลวงมากกว่า 200 ชนิด เช่น เฟิร์นบัวแฉก (พันธุ์ไม้โบราณ) เฟิร์นมหาสดำ (เฟิร์นต้นขนาดใหญ่ที่พัฒนามาก่อนยุคไดโนเสาร์) เป็น "สุดยอดแหล่งรวมกล้วยไม้เมืองใต้" เช่น กล้วยไม้สิงโตอาจารย์เต็ม, สิงโตใบพัดเหลือง, ขนตาสิงโต, เอื้องสายเสริต, เอื้องคีรีวง เป็นต้น ป่าผืนนี้ยังเป็นอาณาจักรของพืชสัตว์เฉพาะถิ่น เช่น กุหลาบพันปีเขาหลวง นกกินปลีหางยาวเขียว ฯลฯ
โดยมียอดเขาหลวงสูงที่สุดในภาคใต้ ความสูง 1,835 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ในเขตอุทยานฯ มีแหล่งท่องเที่ยวหลายหลายรูปแบบทั้งการเที่ยวชมความงามและชื่นฉ่ำกับน้ำตกมายมาย เช่น น้ำตกพรหมโลก น้ำตกอ้ายเขียว น้ำตกกะโรม น้ำตกกรุงชิง ฯลฯ การเดินป่าศึกษาธรรมชาติทั้งระยะสั้นและระยะไกลหลายเส้นทาง นักผจญภัยไม่ควรพลาดการพิชิตยอดเขาหลวงในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน ระยะเวลาที่เหมาะสม 3 วัน 2 คืน ทั้งนี้สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง โทรศัพท์ 0 7530 0494, 0 7546 0463
9. ดอยเสมอดาว
ดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์ ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 16 สายนาน้อย-ปางไฮ เป็นจุดชมทิวทัศน์บนยอดหน้าผาสูง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ 360 องศา มีพื้นที่เป็นลานกว้างตามสันเขา สำหรับพักผ่อนและดูดาว ดูพระอาทิตย์ตกและยังเป็นจุดชมทะเลหมอกอีกด้วย หากจะเดินขึ้นไปบนผาสิงห์ (เป็นหน้าผาที่มีรูปร่างคล้ายหัวสิงห์) ระยะทาง 2 กิโลเมตร ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางจากอุทยานฯ ระหว่างทางจะพบต้นจันทน์ผาซึ่งเป็นไม้เด่น และเมื่อท้องฟ้าแจ่มใส จากผาสิงห์สามารถมองเห็น อำเภอนาน้อย อำเภอเวียงสา และแม่น้ำน่านได้
สำหรับผู้ที่สนใจค้างแรมก็มีพื้นที่กางเต็นท์บริการ แต่ต้องเตรียมอาหารไปเอง ทั้งนี้ติดต่อและสอบถามรายละเอียดได้ที่ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตู้ปณ. 14 ตำบลศรีสะเกษ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน 55150 โทร. 0 5470 1106, 08 1224 0800 หรือกรมอุทยานแห่งชาติฯ โทรศัพท์ 0 2562 0760 และ www.dnp.go.th
10. เขาพะเนินทุ่ง-ทะเลหมอก กม.36
เขาพะเนินทุ่ง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่บนสันเขา รายล้อมด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อนของเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้สามารถชมทิวทัศน์ได้ตลอดสายเห็นภูเขา ทะเลหมอก ป่าเขียวขจี และพบเห็นสัตว์นานาชนิดได้ไม่ยาก ส่วนจุดชมทะเลหมอก (ตอนเช้า) ที่ กม.36 สามารถชมทะเลหมอกได้ใกล้ชิด จุดนี้สามารถชมทะเลหมอกได้เกือบตลอดปี จุดชมวิวนี้อยู่บริเวณ กม.ที่ 36 ของเส้นทางสายวังวน-น้ำตกทอทิพย์ ก่อนถึงทางลงสู่น้ำตกทอทิพย์ ในยามเช้าจะมองเห็นทะเลหมอกสีขาวปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อทะเลหมอกสลายตัวไปแล้วจะมองเห็นผืนป่าดงดิบเบื้องล่างเบียดตัวกันแน่นท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดสายตา บางครั้งอาจพบนกกกและนกเงือกกรามช้างบินอยู่เหนือผืนป่า
ทั้งนี้หากนักท่องเที่ยวต้องการพักค้างแรมที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กจ.19 (พะเนินทุ่ง) บริเวณ กม.30 ต้องจองพื้นที่กางเต็นท์ผ่านระบบออนไลน์ ทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ www.dnp.go.thล่วงหน้า 60 วัน พื้นที่กางเต็นท์แห่งนี้รับได้ 150 คน/คืน สำหรับการเดินทางต้องใช้รถที่มีกำลังสูง สามารถเหมารถปิกอัพได้จากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ เนื่องจากถนนค่อนข้างแคบ อุทยานฯ จึงได้กำหนดเวลาในการขึ้น-ลง คือ เวลาขึ้น ช่วงเช้าเวลา 05.30-07.30 น. ช่วงบ่ายเวลา 13.00-15.00 น. และเวลาลง ช่วงเช้าเวลา 09.00-10.00 น. ช่วงบ่ายเวลา 16.00-17.00 น. สำหรับผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่งต้องติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อขอใบอนุญาตผ่านมทาง และผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่ง เวลา 05.00 น. ต้องทำใบขออนุญาตล่วงหน้า 1 วัน
ที่มา : kapook
สนใจจองที่พักได้ที่: http://happytripbooking.com
>>ที่พักปลอดภัย เลือกได้ตามสไตล์คุณ”http://happytripbooking.com”
>>จองก่อน จ่ายทีหลัง แถมยกเลิกฟรีเมื่อไม่พัก
>>ที่พักกว่า 687,664 แห่ง ใน 214 ประเทศ ทั้งโรงแรม เก็ทเฮ้าท์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
>>สมัครฟรี และจัดการจองออนไลน์ได้ง่ายด้วยตัวคุณเอง
Sunday, 6 September 2015
แนะนำที่พัก: B2 ขอนแก่น
หลังจากที่เราเพิ่งรีวิว 1 คืน 1 วัน กับเมืองขอนแก่น
รอบนี้เราขอมารีวิวภายในห้องพักของ B2 กันบ้างนะ
กับห้องแบบเตียงคู่ ราคา 550บาท
สำหรับประตูจะเป็นแบบคีย์การ์ด(มีค่ามัดจำ 300บาท)
ตู้เสื้อผ้า
มุมทีวี
ห้องน้ำ
สำหรับเราแล้ว B2 ถือเป็นอีกคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจเลยแหละ
ทั้งตัวโรงแรมที่ยังดูใหม่อยู่ ที่จอดรถที่กว้างขวาง
พร้อมทั้งราคาค่าห้องพักที่ไม่แพงจนเกินไป
จะมีข้อเสียก็ในส่วนของพนักงานที่ไม่ค่อยสนใจบริการ
ปล่อยให้เรายืนรอนานสองนาน ทั้งทีไม่มีใครนอกจากกลุ่มเราตอนนั้น
แต่เอาเนาะถ้ามองข้าม ๆ ไปก็โอเคทีเดียว
>>ที่พักปลอดภัย เลือกได้ตามสไตล์คุณ”http://happytripbooking.com”
>>จองก่อน จ่ายทีหลัง แถมยกเลิกฟรีเมื่อไม่พัก
>>ที่พักกว่า 687,664 แห่ง ใน 214 ประเทศ ทั้งโรงแรม เก็ทเฮ้าท์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
>>สมัครฟรี และจัดการจองออนไลน์ได้ง่ายด้วยตัวคุณเอง
Wednesday, 2 September 2015
1 คืน 1 วัน กับเมืองขอนแก่น
เริ่มต้นกับทริปนี้เริ่มจาก แอร์เอเชียจัดโปรตั๋วเครื่องบินราคาถูก
จึงเกิดคำถามต่อมาว่า"ไปไหนดี แต่ขอเป็นเมืองที่ไม่เคยไป"
ผลจึงตกมาอยู่ที่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเราเคยนั่งผ่านอย่างเดียวมาหลายครั้งหลายครา
ไป - กลับ ต่อคนราคา 442.80 บาท(ทริปนี้เราไปกัน 2 คน)
เราเดินทางกันช่วงเย็นประมาณ 16.40น. เมื่อถึงก็รีบไปรับรถที่จองไว้กับ BUDGET ทันที
คือแบบว่าแอบหิวนิสหน่อยเอง(เรื่องกินเรื่องใหญ่จริง ๆ)
แต่เพื่อความสบายแวะไปเซ็คอินที่พักก่อนก็ดีเนาะ
สำหรับทริปนี้เราใช้บริการ B2 ห้องเตียงคู่ราคา 550 บาท มีค่ามัดจำบัตร 300 บาท
เป็นอาคารปูนเปลือย โดยรวมก็ดีเลยแหละ เพราะโรงแรมใหม่เลยทีเดียว
แต่ขอติตรงเรื่องของแสงไฟในห้องหน่อยเถอะ จะมืดไปไหน เพิ่มไฟหัวเตียงก็ดีนะ
ส่วนเรื่องพนักงานก็ข้าม ๆ ไปก็แล้วกันเน๊อะ
หลังจากนั้นก็ได้เวลากินแล้วสิ เราทั้งสองไปตลาดต้นตาลเลยจร้า
คือเอาแบบว่าใครอยากกินไรก็กินไป
อิ่มแล้วก็ได้เวลาพักผ่อน นอนหลับ คร่อกฟี้
-----
ตื่นเช้ามาขอนแก่นทั้งที ก็คงต้องแวะร้านเอมโอช อาหารเช้าขึ้นนิสนึง
แต่ดันมีเหตุการณ์โดนใบสั่ง เนื่องจากโชเฟอร์ของเราไม่ชินทางไปวิ่งตรงในเลนเลี้ยวซ้าย
เอาแหละซิ โดนเลยจร้า โดนไป 200 รับเช้าวันใหม่ แถมได้ขึ้นโรงพักไปจ่ายค่าปรับเลย
ยังไงก็คิดว่าไปท่องเที่ยวในโรงพักแหละกันนะ
กินอิ่มแล้วก็ของแวะศาลหลักเมืองที่แรกกันต่อเลย
ตามด้วยบึงแก่นนคร วันที่เราไปไม่มีแดดเลยได้นั่งรับลมชมแม่น้ำไหลเอื่อย ๆ
นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์ "เจ้าเพียเมืองแพน" ผู้ก่อตั้งเมืองขอนแก่นแล้ว
ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่นิยมมาพักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมนันทนาการของชาวเมือง
และตัวบึงแก่นนครยังอยู่ใกล้กับ วัดหนองแวง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ
เดิมชื่อวัดเหนือ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2332 พร้อมกับวัดกลาง และวัดธาตุ
โดยท้าวเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนแรก ณ บ้านบึงบอน (บึงแก่นนคร) พ.ศ.2354
ท้าวจามมุตร ท้ายเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนที่ 2 ได้ย้ายเมืองไปอยู่บ้านดอนพันชาติ
เขตเมืองมหาสารคาม (บ้านโนนเมือง ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม)
บ้านบึงบอนจึงกลายเป็นเมืองเก่าตั้งแต่นั้นมา



มาถึงจังหวัดขอนแก่นทั้งที เรา 2คน จะไปกินส้มตำก็เหมือนไม่ถึงถิ่นอีสาน
ดังนั้นเราเลือก ร้าน"ไก่ย่างปรีชา" ที่ตั้งอยู่ในส่วนของอุทยานเกษตรมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ขอบอกเลยนะคะ รสชาติแซบนัวจริง ๆ
แต่เราทั้ง 2คน ลงความเห็นว่าที่ตลาดต้นตาลรสชาตินัวกว่านิสนึง


ต่อด้วยที่สุดท้าย เขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งพอไปถึงฝนก็ตกพอดีเลยไม่ได้เดินดูอะไรมากนัก

ก่อนจะลากลับกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร
ไฟล์ทแอบดีเลย์หน่อยนึง เนื่องจากดอนเมืองฝนตกหนัก แหมเป็นวันที่ฝนตกทั่วฟ้าชุ่มช้ำกันพอดี
ขากลับเลยได้มีเหตุการณ์ตกหลุมอากาศเป็นประสบการณ์ไป 1ที
สรุปค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนี้ :
ตั่วเครื่องบิน ไป - กลับ 2คน 885.6บาท
B2 1คืน 550บาท
เช่ารถ Budget แบบ Deduct 690
อาหารตลอดทริป+เครื่องดื่ม 690บาท
ค่าน้ำมัน 460บาท
เฉลี่ยต่อคน 1,637.8บาท
>>ที่พักปลอดภัย เลือกได้ตามสไตล์คุณ”http://happytripbooking.com”
>>จองก่อน จ่ายทีหลัง แถมยกเลิกฟรีเมื่อไม่พัก
>>ที่พักกว่า 687,664 แห่ง ใน 214 ประเทศ ทั้งโรงแรม เก็ทเฮ้าท์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
>>สมัครฟรี และจัดการจองออนไลน์ได้ง่ายด้วยตัวคุณเอง
Subscribe to:
Posts (Atom)

